สรุปการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ”

 

 

corruption-1

 

จัดโดย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557

ผู้ร่วมการเสวนา :

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

 

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ

กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

 

ดร. มานะ นิมิตรมงคล

ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

 

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ได้กล่าวเปิดการเสวนา สรุปได้ว่า การแก้ไขปัญหาธุรกิจคอร์รัปชัน เป็นหัวข้อที่สำคัญของประเทศชาติ คอรัปชั่นทำให้เกิดความเสียหายทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมไปถึงด้านจิตใจ คุณธรรมและจริยธรรม การปราบปรามการคอรัปชั่นโดยการใช้กฎหมาย ควรดำเนินการควบคู่ไปกับการป้องกันการคอรัปชั่นด้วย นั่นคือ การทำให้เกิดการตระหนักถึง โดยเฉพาะในระดับเยาวชน

 

ศาสตราจารย์พิเศษวิชา มหาคุณ ให้มุมมองว่า กลุ่มการเมืองที่มีอำนาจจะอยู่ในวังวนของคอรัปชั่น กลุ่มการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ควรได้รับการตรวจสอบจากประชาชน ว่า ใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์หรือไม่ นอกจากนั้นต้องไม่ปล่อยให้นักการเมืองมาแต่งตั้งข้าราชการประจำ เพราะปัจจุบันนักการเมืองล้วงลูกไปถึงระดับล่างทำให้ระบบข้าราชการพลเรือนอ่อนแอในที่สุด ดังนั้นจึงเสนอแนะให้ปรับปรุงการแต่งตั้งข้าราชการจากระบบอุปถัมภ์ไปสู่ระบบคุณธรรม โดยมีระบบรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคัดสรรบุคคลโดยปราศจากผลประโยชน์ใด ๆ แทนที่จะขึ้นอยู่กับปลัดกระทรวงและอธิบดี นอกจากนั้น ประเทศไทยควรเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งผู้บริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะระดับอธิบดีถึงระดับปลัดกระทรวง เพราะทุกวันนี้ระบบอุปถัมภ์ ทำให้เกิดการวิ่งเต้นเพื่อตำแหน่ง จนแทรกแซงไปถึงการประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง หากดูในภาพรวม ผลการสำรวจ Corruption Perceptions Index 2013 หรือ ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ปี 2556 พบว่า ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มสีส้ม score 30-39 แสดงถึงระดับคอรัปชั่นมากที่ใกล้เคียงกับประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน พบว่า ประเทศสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่มสีเหลือง score 80-89 ซึ่งแสดงถึงการมีคอรัปชั่นน้อย สุจริตมาก ประเทศบรูไน อยู่ในกลุ่ม score 60-69 และประเทศมาเลเซีย อยู่ในกลุ่ม score 50-59

 

สังคมไทยในปัจจุบัน มีปัญหาเกี่ยวกับ คอร์รัปชันเชิงนโยบาย (Corruption in Policy) และผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) เป็นการคอร์รัปชันที่บางครั้งถูกกฎหมายแต่ผิดหลักผลประโยชน์ของสาธารณะ ผิดหลักจริยธรรมในการกำหนดและดำเนินนโยบายสาธารณะ เป็นการเบียดบังประชาชน เอาเปรียบผู้บริโภคโดยใช้เงื่อนไขทางการเมือง เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มบุคคล ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคมปัจจุบันอย่างมหาศาล ดังนั้น สังคมไทยจึงจำเป็นต้องปรับทัศนคติเรื่องจริยธรรมให้มาก และควรเน้นการปลูกฝังจริยธรรมในระดับโรงเรียนถึงมหาวิทยาลัย และควรแก้ไขระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client Relationship) ที่มีส่วนสนับสนุนให้เกิดการคอร์รัปชัน เพราะการพึ่งพาอาศัยกันและช่วยเหลือกันก่อให้เกิดระบบพวกพ้องและเอื้อประโยชน์ให้แก่กันแม้ว่าจะผิดกฎหมายหรือศีลธรรม ทั้งนี้ มีความเห็นว่า ระบบอุปถัมภ์ไม่ได้เลวร้ายและต้องมีขอบเขตโดยไม่เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง (Integrity)

 

corruption-2

 

corruption-3


พฤติกรรมของผลประโยชน์ทับซ้อนที่กระทบรุนแรงต่อสังคมไทย

1. ทำธุรกิจกับตนเอง (self-dealing) โดยใช้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง

2. นำโครงการสาธารณะลงสู่เขตเลือกตั้งของตน

3. ใช้อำนาจในการตรากฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ในธุรกิจของตน

4. ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการตัดสินใจของรัฐวิสาหกิจ

5. หาผลประโยชน์จากการดำเนินนโยบายผ่านตลาดหลักทรัพย์

6. ใช้อำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้บริหารหน่วยงาน หรือองค์กรอิสระ

7. จัดตั้งบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ เพื่อนำเงินของรัฐวิสาหกิจไปลงทุน

8. เมื่อออกจากตำแหน่งสาธารณะแล้ว ไปทำงานให้กับภาคธุรกิจเอกชนที่เคยอยู่ภายใต้กำกับดูแลของตน

9. กรรมการรัฐวิสาหกิจได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นพิเศษที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะ

10. ใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ อันให้คุณแก่ฝายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

11. ใช้อิทธิพลส่วนตัวเพื่อกระทำการใดๆ ให้แก่เครือญาติที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์นั้น

 

ข้อเสนอแนะ
1. แก้ไขกฎหมาย เพื่อประสิทธิภาพในการตรวจสอบรัฐบาล

2. ระบบไต่สวนในปัจจุบัน มีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ควรให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช) มีอำนาจในการไต่สวนได้ และใช้การไต่สวนโดยเปิดเผย (Public Hearing) ได้ด้วย

3. แก้ไข พรบ ข้อมูลข่าวสารให้โปร่งใสมากขึ้น

 

สรุป "การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องแก้แบบถอนรากถอนโคน"

ดร. มานะ นิมิตรมงคล ให้ข้อเสนอ 5 แนวทางคือ

1. พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

2. สร้างความแข็งแกร่งของหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันภาครัฐ

3. สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

4. ผลักดันมาตรการเรื่อง “ความโปร่งใส”ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของ UNODC

5. รณรงค์คุณธรรม จริยธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชันครั้งใหญ่

 

ท่านสามารถอ่านข่าวนี้เพิ่มเติมได้ที่

1. สำนักข่าวอิศรา
http://www.isranews.org/thaireform/thaireform-slide/item/28119-corrup_28119.html

2. เดลินิวส์
http://www.dailynews.co.th/Content/politics/225293/%E2%80%9C%E0%B8%A7%E0

 

ท่านสามารถมาใช้เอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับคอร์รัปชันเพิ่มเติมมากกว่า 400 รายการที่ ศูนย์เอกสารประเทศไทย (Thailand Information Center) ชั้น 6 สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

You are here: Home News สรุปการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “ข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นธรรมเพื่อการปฏิรูปประเทศ”