ปกิณกะเมืองทวาย

 ปกณกะเมองทวาย

 

            เมื่อวันที่ 8-11 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา คณะนักวิจัยจากศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีโอกาสเดินทางไปลงสำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำเอกสารเชิงนโยบาย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการนวัตกรรมความร่วมมือทางวิชาการไทย-อาเซียนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ITAAC@CU) โครงการนี้นะครับ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเชิงวิจัยที่ศูนย์อาเซียนศึกษาดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องครับ โดยในครั้งนี้ มีผู้ร่วมเดินทางจากศูนย์อาเซียน-อินเดีย สถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย และหอการค้าอินเดียด้วยครับ ซึ่งเป็นโชคดีที่ระหว่างทาง เราได้แบ่งปันมุมมอง และข้อมูลความรู้ความเข้าใจด้านความเชื่อมโยงอาเซียนจากมุมของอินเดียครับ

 

            ข้อเขียนนี้คงจะมิใช่รายงานสรุปเชิงวิชาการ (เพราะส่วนนั้นต้องทำอยู่แล้ว แต่จะทยอยออกมาในภายหลังเมื่อผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการแล้วครับ) แต่จะเป็นการแบ่งปันความรู้ สร้างความตระหนักรู้เรื่องอาเซียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ศูนย์อาเซียนศึกษาดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมาครับ แน่นอนว่า ถ้าเขียนเป็นบันทึกการเดินทางคงจะได้หลายสิบหน้า เพราะฉะนั้น ในที่นี้จะขอทำเป็นประเด็นสรุปที่คัดสรรเอาแต่เนื้อหาสาระสำคัญนะครับ เป็นการมอง การฟัง การเห็นเรื่องทวายจากมุมมองของผมครับ

 

            เมื่อพูดถึงเมืองทวาย หลายๆ คนก็จะนึกถึงแต่ท่าเรือ ท่าเรือ และท่าเรือ ซึ่งท่าเรือแทบจะกลายเป็นภาพแทนของความรับรู้เรื่องทวายในสังคมไทยไปเสียหมดแล้ว แต่ทวายนั้นมีอะไรมากกว่าท่าเรือครับ เพราะขณะนี้ทวายกลายเป็นหัวข้อหรือประเด็นสำคัญในการศึกษาเรื่องการพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับบริบทของการเกิดประชาคมอาเซียนตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนสามเสาหลักและแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity) ซึ่งทวายนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของระเบียงด้านใต้ (Southern Corridor) ซึ่งลากจากทวายเลาะชายฝั่งไปจนถึงเวียดนามตอนใต้ครับ     

 

             ผมคงจะขมวดประเด็นทวายลงเป็นเรื่องเหรียญสองด้านของการพัฒนาที่ด้านหนึ่งหมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน ก็มีประเด็นเรื่องของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การชดเชย สิทธิในที่ดินทำกิน ฯลฯ ในที่นี้ ผมคงจะไม่กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของโครงการทวาย เพราะสามารถหาได้จากแหล่งข้อมูลอื่นอยู่แล้ว (แม้แต่ในศูนย์เอกสารประเทศไทยก็มีนะครับ และมีเยอะเลยด้วย) แต่จะสรุปเฉพาะประเด็นสำคัญๆ ดังที่ได้กล่าวไปครับ

 

      ทวาย 1       ทวาย 2

 

ทวาย 3

            

          - จะไปทวายจากประเทศไทย เดินทางได้ 2 แบบ คือ เดินทางด้วยรถยนต์ ข้ามจุดผ่านแดนต่างๆ แล้วเข้าไปใน เมียนมาร์ หรือถ้าจะให้ตรงที่สุดคือ ไปที่จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อน แล้วมุ่งตรงไปยังทวาย อีกวิธีหนึ่งคือ ขึ้นเครื่องบินไปลงท่าอากาศยานเมียนมาร์ แล้วต่อเครื่องบินภายใน (Myanmar Airlines) ไปลงที่ท่าอากาศยานทวาย

 

          - ระยะเวลาเดินทางจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเมืองทวาย ต้องคิด 2 ต่อ คือ กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 2.30-3 ชั่วโมง จากตัวเมืองกาญจนบุรีไปจุดผ่านแดนประมาณ 30 นาที และจากจุดผ่านแดนเข้าไปตัวเมืองทวายประมาณ 4 ชั่วโมง

 

         - คนสัญชาติไทยสามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนไทยไปทำบัตรอนุญาตผ่านแดน (Border Pass) ได้ทันที บัตรดังกล่าวมีอายุ 7 วัน สำหรับชาวต่างชาติต้องใช้หนังสือเดินทาง               

ทวาย 13

 

               - จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อนเป็นจุดผ่านแดนที่มีความคับคั่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 7.00-9.00 น. ของแต่ละวัน จุดผ่านแดนดังกล่าวปิดทำการเวลา 18.00 น.                                     

 

               - จุดผ่านแดนบ้านพุน้ำร้อนถือว่ามีความสะดวกสบายเมื่อเทียบกับจุดผ่านแดนไทย-เมียนมาร์อื่นๆ มีร้านกาแฟและสุขาสะอาดบริการ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการผ่านแดนที่ทันสมัย

 

                - ข้อพึงระวังคือ รถทะเบียนสัญชาติไทยไม่สามารถเข้าไปในประเทศเมียนมาร์ได้ จะต้องเปลี่ยนรถเป็นรถสัญชาติเมียนมาร์เมื่อผ่านแดนไปแล้ว

 

                - คนเมียนมาร์ข้ามแดนมาไทยส่วนใหญ่จะมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกลับไป โดยเฉพาะตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ในพื้นที่

 

                - ที่จุดผ่านแดนฝั่งเมียนมาร์ จะเห็นตราสินค้าไทยจำนวนไม่น้อย ที่นั่นมีสถานีบริการน้ำมัน 1 แห่ง ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยขับมอเตอร์ไซค์มาซื้อเป็นแกลลอนกลับไปเติม เพราะระยะทางใกล้กว่ากลับเข้าไปที่ตัวเมืองกาญจนบุรี

 

                - ภูมิประเทศบริเวณเมื่อข้ามจุดผ่านแดนเมียนมาร์ไปแล้วจะเป็นภูเขา ลำน้ำ ซึ่งจะมีชาวป่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่มาร่อนทองตามลำน้ำ มีถนนลูกรังประมาณ 2 เลนตัดผ่าน ซึ่งถนนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาพื้นที่ทวายที่มีแผนขยายเป็น 4 เลนด้วย

 

                - รถตู้คันที่ผมใช้เดินทางถูกเรียกหยุดระหว่างทาง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธ พวกเราถูกทหารเด็กถือปืนมาตรวจค้นรถด้วย 

 

                  - ระหว่างการเดินทาง จะพบหมู่บ้านหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย บางหมู่บ้านกลายเป็นจุดแวะพักสำหรับนักเดินทาง มีห้องน้ำแบบชาวบ้านเป็นส้วมซึมที่สะอาดพอควร มีร้านกาแฟ ร้านอาหารที่ปรุงอาหารได้รสชาติแบบคนไทย เป๊ะ!

 

                 - ในหมู่บ้านเหล่านั้น จะมีประมาณสองสามคนที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เพราะข้ามฝั่งมาทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานหรือเป็นผู้ช่วยในงานต่างๆ  

 

ทวาย 9           - ผมโชคดีที่ได้เข้าไปซื้อของที่ร้านชำแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีปฏิทินที่มี   พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถด้วยครับ

 

        - สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ในเมืองทวายเป็นตึกแถวแบบตะวันตก (จะว่าอาณานิคมหรือหลังอาณานิคม ผมเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะครับ คงจะไม่ฟันธง) ประมาณ 2 ชั้น ถ้าเป็นอาคารสูงส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมหรืออพาร์ตเมนต์ ซึ่งยังมีไม่มากนัก

  

          - ที่เมืองทวายมีอาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ สาขาทวาย ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับรับลงทะเบียนคนไข้มารักษาที่กรุงเทพฯ จริงๆ คนทวายเขาก็พอมีเงินนะครับ!

 

          - กลางวัน จะมีรถม้าที่เป็นม้าจริงๆ บริการนักท่องเที่ยว ส่วนกลางคืนก็จะมีห้างเล็กๆ ประมาณห้างในตัวเมืองของจังหวัดที่เปิดถึงประมาณสี่ทุ่มให้ได้ชอปปิงครับ แถมด้วยแก๊งเด็กแว้นวัยรุ่นชาวเมียนมาร์อยู่ตามสี่แยกไฟแดง

 

          - ตลาดเช้าเมืองทวายเป็นตลาดที่พึงเดินนะครับ แล้วท่านจะเห็นว่า เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ใช่เล่น ปลาน้ำจืดสารพัดชนิด ปลาหมึกแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภคครบครันแบบที่ไม่ต้องไปหาซื้อที่อื่นเลย โชคดีว่า ช่วงเวลาที่เราไป เป็นสงกรานต์เมียนมาร์พอดี เราได้เห็นน้องผู้หญิงตัวเล็กใส่ชุดแนววัฒนธรรมขึ้นไปร่ายรำหลังรถกระบะกันด้วยครับ

 

          - ในเมืองทวายมีสถานีรถไฟที่ไว้ใช้ขนสินค้า วิ่งวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 11.00 น. และมีท่าอากาศยาน ซึ่งมีเที่ยวบินวันละ 1-2 เที่ยวบิน ที่ท่าอากาศยานนี้ใช้ระบบอัตโนมือครับ ทั้งการขึ้นเครื่อง การขนกระเป๋าสัมภาระ เวลาเครื่องลงที บอกเลยครับว่า อลหม่าน!

 

          - จากตัวเมืองทวายไปท่าเรือใช้เวลาประมาณ 45 นาที ฝ่าดินลูกรังเหมือนเคย

 

ทวาย 5

          - พื้นที่โครงการทวายนั้นใหญ่มาก คณะของเราโชคดีได้ไปดูพื้นที่ที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำ (ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในอนาคต) และพื้นที่ก่อสร้างต่างๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

 

          - มีหมู่บ้านหลายแห่งที่ต้องเวนคืนที่ดิน พร้อมรับเงินชดเชย บางส่วนยังไม่ได้

 

          - คนทวายมีมุมมองต่อโครงการนี้แตกต่างกันไป บ้างเชื่อว่า โครงการนี้จะเป็นอนาคตของเมือง บ้างก็ตั้งคำถามข้อสงสัยเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สิทธิที่ดินทำกิน บ้างก็คิดถึงว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวทวายจริงหรือ

 

          - ที่ทวายมีมหาวิทยาลัยของเมืองคือ มหาวิทยาลัยทวาย (Dawei University) เปิดสอนเน้นด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เช่น สาขาภาษาอังกฤษ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น

 

          - แนวของการต้อนรับอาคันตุกะแบบมหาวิทยาลัยในเมียนมาร์คือ ผู้หลักผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยตั้งแต่ท่านอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี หัวหน้าภาควิชาจะออกมานั่งเรียงกันต้อนรับ และฉายวีดิทัศน์เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยให้รับชม และทุกคนที่ทำงานอยู่ก็จะหยุดทำงานเพื่อออกมาต้อนรับพวกเรา อบอุ่นสไตล์อาเซียนมากครับ ห้องสมุดที่นั่นยังต้องการการพัฒนาอีกมาก หากท่านใดสนใจจะพัฒนา ผมคิดว่า ที่นั่นก็เป็นอีกที่ที่ทำ CSR ได้นะครับ (แต่ต้องนั่งรถเหนื่อยหน่อยนะครับ)

 

          - ชาวเมืองทวายส่วนใหญ่เป็นพุทธนะครับ ทั้งพุธโดยกำเนิด พุทธโดยศรัทธา และพุทธโดยจำเป็น เช่นที่ร้านกาแฟขนมปังชื่อดังของเมืองทวาย ซึ่งทั้งร้านเป็นมุสลิมแต่ก็ต้องบอกว่าตัวเองเป็นพุทธ เพราะจะส่งผลต่อทัศนคติของชาวเมืองได้

 

            และนี่ก็เป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะแบ่งปันจากเมืองทวายนะครับ แต่ก่อนจะจบบทความนี้ ขอบอกก่อนเลยว่า ท่านใดที่สนใจเรื่องทวาย ท่านเข้ามาถูกที่แล้วครับ ที่ศูนย์เอกสารประเทศไทยของเรานี่แหละมีเอกสารวิชาการภาษาอังกฤษ (ซึ่งหายากมากกก) เกี่ยวกับทวายประมาณ 3 เล่มครับ มีงานวิจัยของ ERIA ที่ประเมินศักยภาพทวายหนึ่งชิ้น มีรายงานเสียงสะท้อนของชาวบ้านต่อโครงการพัฒนาทวายอีกหนึ่งชิ้น มีบทความของคนเมียนมาร์ที่เขียนเสนอในการประชุมวิชาการนานาชาติเกี่ยวกับประชาสังคมทวายอีกหนึ่งชิ้น และมีงานภาษาไทยซึ่งจะช่วยเปิดความเข้าใจเรื่องทวายได้อย่างดีอีก 2 ชิ้นคือ งานของคุณวริศรา ภานุวัฒน์ เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โดยสำนักพิมพ์แสงแดด และเที่ยวเมืองทวายของศาสตราจารย์ ดร. สุภางค์  จันทวานิช และคณะ โดยสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ

 

 

ทวาย 16   ทวาย 17

 

 

 

 

โดย ว่าที่ ร้อยตรี เสกสรร อานันทศิริเกียรติ

 

ศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

                                                                  ภาพโดย นายอภิชัย ทะนัน

 

ศูนย์พัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี

 

สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

You are here: Home News ปกิณกะเมืองทวาย