Sweet Culture in Asia: The Journey of Sweet Culture in Asia

    Sweet Culture in Asia
เส้นทางของหวานในวัฒนธรรมเอเชีย 

Part II:

The Journey of Sweet Culture
in Asia

การเดินทางของวัฒนธรรมของหวานในภูมิภาคเอเชีย

 

 seminar

โดย พิมพ์นภา อมฤตวรชัย – ศูนย์เอกสารประเทศไทย 

The Journey of Sweet Culture in Asia

การเดินทางของวัฒนธรรมของหวานในภูมิภาคเอเชีย

จากกิจกรรมสัมมนา An International Conference 2016 Chulalongkorn Asian Heritage Forum : Sweet Culture and The Joy of Life ซึ่งจัดโดย สถาบันไทยศึกษา และศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2559 ที่ทำให้เราได้เรียนรู้วัฒธรรมขนมหวานของ๓ุมิภาคต่างๆในทวีปเอเชียแล้ว ยังเห็นข้อสังเกตประการหนึ่งได้ชัดเจน คือ  วัฒนธรรมของหวานในทวีปเอเชียมีการส่งต่อกันผ่านตัวกลาง คือ ความเชื่อด้านพิธีกรรมหรือศาสนา และผ่านการเดินทางซื้อขายแลกเปลี่ยนโดยมีพ่อค้าชาวจีน และพ่อค้าชาวอาหรับเป็นสื่อกลาง หากจะมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมขนมหวาน คงต้องพิจารณาจากแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แหล่งหนึ่งของโลก นั่นคือ ประเทศอินเดียที่ีในอดีตเฟื่องฟูคู่กับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา

เนื่องจากผู้เขียนมิได้มีความรู้ลึกซึ้งในเชิงพุทธศาสนามากนัก จึงใคร่ขอหยิบยกประเด็นน่าสนใจบางส่วนที่วิทยากรในงานสัมมนาได้แสดงความเห็นมานำเสนอท่านผู้อ่าน ขอให้ท่านใช้วิจารณญาณ ท่านอาจจะมีความเห็นต่างจากวิทยากรในงานสัมมนาครั้งนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนานิกายหินยานและเถรวาท ในขณะที่วิทยากรมาจากพื้นฐานพระพุทธศาสนานิกายมหายาน จึงอาจมีมุมมองที่ต่างกัน ทั้งนี้ผู้เขียนยินดีรับคำชี้แนะทุกประการ

 

ความสำคัญของของหวานเริ่มต้นที่พระพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อว่าน้ำผึ้ง น้ำตาลถือเป็นยาอย่างหนึ่ง ต้องใช้ความพยายามและเวลาในการได้มา น้ำตาลและขนมหวานจึงเป็นอาหารอันปราณีต มีคุณค่า มีราคา 

 น้ำผึ้ง น้ำตาลและของหวานถูกเสริมสถานะด้วยข้อความที่กล่าวถึงในพุทธประวัติ พุทธตำนาน และพระธรรมวินัย  เมื่อมีการเผยแพร่ศาสนาไปยังดินแดนต่างๆ วัฒนธรรมการบริโภคน้ำผึ้ง น้ำตาล และขนมหวาน จึงแผ่ขยายจากการบริโภคในครั้วเรือนธรรมดา กลายเป็นการรังสรรค์อย่างปราณีตเพื่อถวายให้แด่พระภิกษุสงฆ์ และพัฒนาสู่ การประดิษฐ์ศิลปะและธรรมเนียมคู่ของหวานเพื่อแสดงถึงฐานะ ชนชั้น และความศรัทธา จนปรากฎหลักฐานในทางพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับของหวานไว้ดังนี้ 

ข้าวมธุปายาส (Rice Pudding) ขนมหวานจานแรกในพระพุทธศาสนา ในพุทธประวัติได้กล่าวถึงข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา (นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส, 2010 และ Han, 2016)  ซึ่งถวายแก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นภัตตาหารมื้อแรก ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ณ ใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่ง แม่น้ำเนรัญชรา ข้าวมธุปายาส หรือ ข้าวยาคู นั้นเป็นหุงข้าวด้วยนมโคที่คัดสรรมาอย่างดี ด้วยการเลี้ยงแม่โคไว้รีดนมจำนวน 60 ตัว และนำน้ำนมของแม่โคทั้ง 60 ตัวนั้น ใช้เลี้ยงแม่โคอื่นอีก 50 ตัว และน้ำนมแห่งโคทั้ง 50 ตัวนี้ เลี้ยงแม่โคตัวอื่นอีก 25 ตัว แล้วนำน้ำนมแม่โค 25 ตัวนี้เลี้ยงแม่โคอื่นอีก 12 ตัว ในที่สุดนำน้ำนมแห่งแม่โค 12 ตัวนี้ใช้เลี้ยงแม่โค ๖ ตัว แล้วคัดสรรแม่โคว่างามยิ่ง 1 ตัว แล้วนำน้ำนมแม่โค 1 ตัวนี้ ไปผสมกับแก่นจันทร์และเครื่องเทศอันละเอียด แล้วเติมข้าวที่ได้จากการเก็บเกี่ยวคัดเลือกเมล็ดที่งดงามที่สุดในนาทุกแปลงนำมาผสมเป็นข้าวมธุปายาส ข้าวยาคู หรือ ข้าวที่หุงด้วยน้ำนมโค พุทธประวัติเรื่องนี้เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าของหวานเป็นสิ่งที่ใช้วิริยะและความประณีต พึงถวายให้แก่ผู้ควรสักการะ

Sujata

นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส (rice pudding)

ภาพซ้ายนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาพขวาหน้าตาข้าวมธุปายาสที่พบในอินเดียปัจจุบัน

น่้ำผึึ้ง น้ำอ้อย (น้ำตาลอ้อย หรือ น้ำอ้อยงบ) และขนมหวานมีสถานะเป็นยา และอาหารที่ได้รับอนุญาตจากพระพุทธเจ้า ดังปรากฎหลักฐานในพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ และพระธรรมวินัย ในทางตรงข้ามของหวานก็มีส่วนทำให้พระพุทธศาสนาคลายความนิยมในประเทศอินเดียเช่นกัน (Kang, 2016)

ในพระธรรมวินัยกล่าวถึงเภสัชชขันธกะ หรือ เภสัช 5 และกาลิก ซึ่งหมายถึงอาหารหรือของที่ให้ภิกษุรับเก็บไว้และฉันได้ภายในเวลาที่กำหนด (Tipitakastudies, 2008) อันประกอบด้วย 

  • ยาวกาลิก ของรับประเคนไว้และฉันได้ชั่วเวลาเช้าถึงเที่ยงของวันนั้น เช่น ข้าว ปลา เนื้อ ผัก ผลไม้ นม นมส้ม (โยเกิร์ต หรือเคิร์ด) และ ขนม
  • ยามกาลิก ของรับประเคนไว้และฉันได้ชั่ววันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ได้แก่ ปานะ คือ น้ำผลไม้ที่ทรงอนุญาต
  • สัตตหกาลิก ของรับประเคนไว้แล้ว ฉันได้ภายใน 7 วัน ได้แก่ เภสัชชขันธกะ หรือ เภสัช 5 ประกอบด้วย เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
  • ยาวชีวิก ของรับประเคนแล้วฉันได้ตลอดไปไม่จำกัดเวลาได้แก่ของที่ปรุงเป็นยา 

มีเกร็ดหนึ่งในพุทธประวัติกล่าวถึงตอนที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดเวลัฏฐะ กัจจายนะ ผู้ถวายงบน้ำอ้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ปฏิญญาตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ต่อมาทรงปรารภเรื่องงบน้ำอ้อย ทรงอนุญาตให้ภิกษุที่ป่วยเป็นไข้ฉันได้ แต่ภิกษุผู้ไม่เป็นไข้ ให้ละลายน้ำฉัน

นอกจากนั้นยังปรากฎพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ซึ่งมีรูปช้างหมอบใช้งวงจับกระบอกน้ำ กับลิงถือรวงผึ้งถวายพระพุทธเจ้า มีตำนานเล่าถึงที่มาของพระพุทธรูปปางนี้ว่า ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุในโฆสิตาราม กรุงโกสัมพี ทะเลาะวิวาทกัน ประพฤติตนเป็นผู้สอนยาก พระพุทธเจ้าทรงระอาพระทัยจึงเสด็จไปจำพรรษาอยู่ในป่าแถบหมู่บ้านปาลิเลยยกะแต่ลำพัง โดยมีพญาช้างปาลิเลยยกะคอยปรนนิบัติ เมื่อลิงเห็นเข้าก็นำรวงผึ้งไปถวายบ้าง แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับ เพราะในรวงผึ้งมีตัวอ่อนอยู่ เมื่อลิงรู้ดังนั้นก็ดึงตัวอ่อนออกจากรวงผึ้งแล้วนำไปถวายอีกครั้ง พระพุทธเจ้าทรงรับรวงผึ้งที่ลิงนำมาถวาย (น้าชาติ ประชาชื่น--หนังสือพิมพ์ข่าวสด, 2558)

ทั้งพุทธประวัติและบัญญัติในพระธรรมวินัยได้ตอกย้ำสถานะของน้ำผึ้ง น้ำตาลและของหวานให้เป็นตัวอย่างหนึ่งของอาหารที่เหมาะสมที่จะใช้ถวายผู้ทรงศีล  ทำให้น้ำตาลและของหวานกลายเป็นของมีคุณค่า ผู้มีฐานะต่างพยายามปรุงแต่งอย่างสุดฝีมือเพื่อเป็นแสดงความศัรทธา ซึ่งจุดนี้วิทยากรจากประเทศเกาหลี มองว่าเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมความนิยมจากประเทศอินเดีย  เนื่องจากสภาพสังคมของอินเดียที่มีการแบ่งวรรณะ ชนชั้นล่างมีจำนวนมากและเป็นผู้ขาดแคลน ประกอบกับถูกนักบวชในศาสนาเชน (Jainism) ซึ่งเป็นสานาดั้งเดิมของอินเดียคู่กับศาสนาฮินดู มีนักบวชนิกายนุ่งขาวห่มขาว และนิกายนุ่งลมห่มฟ้า ยึดถือหลักอหิงสา ได้เผยแพร่คำสอนโจมตีพระพุทธองค์ดังปรากฎความตอนหนึ่งในคัมภีร์มูลสูตรว่า 

 "... A soft bed, something to drink as soon as you rise, dinner at noon, and tea in the afternoon, grapse and sugar at night, and finally liberation: this is what Buddha taughted" (Venerable Park, 2558)  

ทำให้ผู้คนเกิดทัศนคติว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาของชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกิน อีกทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น  คณะสงฆ์อ่อนแอ ย่อหย่อนต่อพระวินัย  ประเทศอินเดียได้รับอิทธิพลศาสนาอิสลามเข้ามาผ่านกองทัพชนชาติอาหรับและเตอร์กที่เข้ารุกรานในช่วงพ.ศ. 1350-1400  (พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต), พระพุทธศาสนาในอาเซีย, โรงพิมพ์ธรรมสภา, 2540 (358-364) ซึ่ศาสนาอิสลามมีพิธีซะกาต หรือการบริจาคทาน โดยเน้นการเสียสละเพื่อคนขัดสนและยากจน มากกว่าการบริจาคให้แก่นักบวช  จึงสอดคล้องสภาพสังคมของอินเดียที่เปลี่ยนไปมากขึ้น   ท้ายที่สุดจึงทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมถอยไปในที่สุด ปัจจุบันประชากรอินเดียร้อยละ 79 นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 15 นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนผู้นับถือศาสนาพุทธยังคงหลงเหลือเพียงในรัฐลาดัก หิมาจัล สิกขิม อัสสัม เบงกอลตะวันตก และโอริสสา (The World Fact Book, 2015)

Picture2

Picture1

ภาพวาดตามพุทธประวัติและพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์

 

วัฒนธรรมของหวานเดินทางจากอินเดีย สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนและญี่ปุ่นผ่านการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเดินทางไปถึงเอเชียตะวันตกผ่านการค้าขายกับพ่อค้าอาหรับ

ประเทศจีนและญี่ปุ่นเพิ่งมีวัฒนธรรมของหวานเมื่อรับพระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศ พระพุทธศาสนาเดินทางเข้าสู่ประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง โดยพระเสวียนจั้ง หรือที่คนไทยรู้จักในนามพระถังซัมจั๋งซึ่งท่านได้ไปศึกษาพระธรรมที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ประเทศอินเดีย ถึง 17 ปี ก่อนจะกลับมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในยุคพระเจ้าถังไท่จง พ.ศ. 1188 โดยนำวัฒนธรรมขนมหวานและน้ำตาลติดมากับพระธรรมวินัยด้วย พุทธศาสนาเผยแพร่จากจีน ผ่านเกาหลีเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นในยุคเฮอันสมัยศตวรรษที่ 16 เนื่องจากพืชที่ให้ความหวานจำพวกอ้อย มะพร้าว ตาล เป็นพืชเขตร้อน ไม่ใช่พืชท้องถิ่นในเขตเอเชียตะวันออกซึ่งอากาศค่อนข้างหนาวเย็น น้ำตาลและของหวานจึงเป็นของมีราคา กลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูง และผูกพันกับการสักการบูชา กลายเป็นหนึ่งในธรรมเนียมของชนชั้นผู้ดีทั้งในจีนและญี่ปุ่นโดยปริยาย 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย พม่า ลาว ที่พระพุทธศาสนายังไม่เสื่อมสลายไป ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคำสอนและวัตรปฏิบัติเข้ากันได้กับสภาพสังคมและวิถีชีวิตดั้งเดิม ประกอบกับน้ำตาลไม่ใช่ของหายากในภูมิภาคนี้ จึงไม่เป็นปัญหาในการรักษาธรรมเนียมปฏิบัติเอาไว้ (Kang, 2016)

นำออยงบ

น้ำอ้อยงบ

หนึ่งในอาหารที่เป็นยารักษาโรคที่พระธรรมวินัยอนุญาตไว้
ซึ่งเป็นของหาง่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

เอเชียตะวันตก ในส่วนวัฒนธรรมขนมหวานของประเทศตุรกี (Kalyoncu, 2016) เริ่มมีมาตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย ผ่านการผสมกลมกลืนจากวัฒนธรรมเอเชีย อาหรับ เปอร์เซียร์ ยุโรปและอียิปต์ แต่วัฒนธรรมที่ยังทรงอิทธิพลต่อขนมหวานมากที่สุด คือ วัฒนธรรมมุสลิมที่รับผ่านมาทางพ่อค้าอาหรับ เนื่องจากศาสนาอิสลามจะห้ามการดื่มแอลกอฮอล์ ของหวานจึงกลายเครื่องมือสังสรรค์ภายในครอบครัวและชุมชน โดยของหวานแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ Traditional Desserts เช่น Bulkava และ Halva, Traditional Confectionary ประกอบด้วย Soft Candy และ Hard Candy หลากหลายรูปแบบ และกลุ่ม Modernized Desserts and Confectionary จำพวกขนมอบ (Pastry) แบบยุโรป และช็อคโกแลต

Turkish sweets copy

ของหวานจากประเทศตุรกี

1) Buklava 2 ) Halva 3 ) Lokum 4) Akide Şekeri

ท้ายที่สุดผู้เขียนขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากวิทยากรทุกท่านในงานสัมมนา An International Conference 2016 Chulalongkorn Asian Heritage Forum : Sweet Culture
and The Joy of Life ซึ่งจัดโดย สถาบันไทยศึกษา และศูนย์อินเดียศึกษา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ข้อมูลเพิ่มเติมและภาพประกอบสวยๆจากเว็บไซต์ที่ให้เครดิตไว้ท้ายนี้
คราวหน้าจะมีเรื่องอะไรมาแบ่งปันกัน รอติดตามนะคะ 

Reference

Photo Credits:

Ebstesam. (n.d.). Turkish Delight ( Lokum). Retrieved from https://www.pinterest.com/pin/327496204123262569/

Kheer. (n.d.). Retrieved from www.chefinyou.com

PAYLAŞ. (13 August 2015).  Akide Şekeri Nasıl Muhafaza Edilir, Nasıl Saklanır?. Retrieved from: http://www.ipuclarim.com/akide-sekeri-nasil-muhafaza-edilir-nasil-saklanir/

Traditional Turkish Desserts. (2016). Retrieved from http://www.istanbul.com/en/explore/life/traditional-turkish-desserts

ต่อmcu. (ม.ป.ป.) . น้ำงบอ้อย. เข้าถึงได้จาก : http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2009/09/Y8284669/Y8284669.html

ปางปาลิไลยก์. (ม.ป.ป). เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B9%8C

  

Data Reference:

Aspler, E. H., & Jatemonoram, S. (2016). Exoplore the exploere: Tai and their sweet culinary experience through the eyes of a traveler. An International Conference 2016 

Chulalongkorn Asian Heritage Forum : Sweet Culture and The Joy of Life. Bangkok: Chulalongkorn University.

Chongdok C.H Venerable Park. (2 กันยายน 2558). The Image of Sweets in Buddhist Narratives. An International Conference 2016 Chulalongkorn Asian Heritage Forum :
Sweet Culture and The Joy of Life
(หน้า 16). Bangkok: Joong-Ang Sangha University.

Diet of Buddha . (n.d.). Retrieved from Dhamma Wiki: http://www.dhammawiki.com/index.php?title=Diet_of_Buddha

Han, J. (2016). What is the best flavour? : A metaphor of six flavours in the Mahaparinirvana-sutra. An International Conference 2016 Chulalongkorn Asian Heritage Forum : Sweet Culture and The Joy of Life (p. 15). Bangkok: university of Oslo.

Hwang, S. (2016). Food, Sweets, and the Buddhist Monastic Life. An International Conference 2016 Chulangkorn Asian Heritage Forum: Sweet Culture and the Joy of Life (p. 14). Bangkok: Chulalongkorn University.

Kalyoncu, Z. B. (2016). Turkey's sweet culture. An International Conference 2016 Chulalongkorn Asian Heritage Forum : Sweet Culture and The Joy of Life (p. 20). Bangkok: Özyğin Univeristy.

Kang, D. (2016). Sweet means something Delicious or Sumptuous in the Vinaya. An International Conference 2016 Chulalongkorn Asian Heritage Forum : Sweet Culture and The Joy of Life (pp. 16-17). Bangkok: Chulalongkorn University.

Mochi. (2016, September 25). Retrieved from wikipedia: https://en.wikipedia.org/wiki/Mochi

Mookerji, R. K. (2532). Discipline. In R. K. Mookerji, Ancient Indian Education: Brahmanical and Buddhist (p. 415). Delhi: Motilal Banarsidass Publishing.

Sen, C. T. (2557). The renunciant Tradition and Vegetarianism, 1000-300 BCE. In C. T. Sen, Feasts and Fasts: A History of Food in India (p. 56). london : Reaktions Book Ltd. .

South Asian Sweets. (2016, August 12). Retrieved from Wikipedia: https://en.wikipedia.org/wiki/South_Asian_sweets

ซะกาต. (21 มิถุนายน 2559). เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%95

 

นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส. (2010). Retrieved from http://www.phuttha.com/: http://www.phuttha.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2/%E0%B8%9B%E0%B8%

A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%B4/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B

วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.) . อะไรคือมูลเหตุแห่งการเสื่อมสูญของพุทธศาสนาในอินเดีย. เข้าถึงได้จาก http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana29.htm

ศาสนาเซน. (29 กันยายน 2559). เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%99

หนังสือพิมพ์ข่าวสด . (2 กันยายน 2558). ปางปาลิไลยก์. เข้าถึงได้จาก http://daily.khaosod.co.th/: http://daily.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakF5TURrMU9BPT0=&sectionid=Y25Wd1lXbHRiMlJs&day=TWpBeE5TMHdPUzB3TWc9PQ==

 

 

 

You are here: Home News Sweet Culture in Asia: The Journey of Sweet Culture in Asia